มัลติมีเดีย ที่มาของการขยายเทคโนโลยีเครือข่าย
มัลติมีเดีย
ที่มาของการขยายเทคโนโลยีเครือข่าย

มัลติมีเดีย
เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
มัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์แสดงผลในลักษณะการผสมของสื่อหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ทั้งตัวอักษร รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดิโอ
โดยเน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
มัลติมีเดียจึงต้องการช่องสัญญาณสื่อสารที่มีแถบกว้างสูง
รองรับการทำงานแบบสองทิศทาง
โดยเน้นการย่นย่อระยะทางจากที่ไกล ๆ
ให้เสมือนอยู่ชิดใกล้
โต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็ว
มัลติมีเดียมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่สี่ประการ
ประการแรกคือต้องมีคอมพิวเตอร์
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นหรือได้ยิน
และสามารถโต้ตอบมีปฏิสัมพันธ์ได้
ประการที่สองคือมีการเชื่อมโยงสื่อสารเพื่อทำให้สื่อต่าง
ๆ
ไหลเข้ามาเชื่อมโยงเกี่ยวกันและนำเสนอออกไปได้
ประการที่สามต้องมีเครื่องมือที่ทำให้เราท่องไปในเครือข่ายที่เชื่อมโยงข่าวสารต่าง
ๆ ประการสุดท้ายคือ
มัลติมีเดียต้องเปิดช่องทางให้เราในฐานะผู้ใช้
สามารถสร้าง ประมวลผล และสื่อสารข่าวสารต่าง ๆ
ได้
หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป
ก็ไม่สามารถเรียกว่า มัลติมีเดียได้ เช่น
ถ้าขาดคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้
สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่มัลติมีเดีย
แต่น่าจะเรียกว่า การแสดงสื่อหลายสื่อ
ถ้าขาดการเชื่อมโยงสื่อสาร
ก็เหมือนกับเป็นชั้นหนังสือ
ถ้าขาดเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ท่องไป
หรือให้เรามีส่วนเข้าไปปฏิสัมพันธ์ด้วย
ก็จะเหมือนกับดูภาพยนตร์
และถ้าขาดช่องทางที่ให้ผู้ใช้เข้ามีส่วนร่วมได้
ก็จะเหมือนกับโทรทัศน์
มัลติมีเดียจึงเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลายอย่างที่ประกอบกัน
ทั้งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์
และระบบสื่อสารข้อมูล
การพัฒนาของเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าในทุกทิศทาง
มัลติมีเดียประกอบด้วยเทคโนโลยีการสร้างและประมวลผลวิดิโอ
ภาพเคลื่อนไหว เสียง ข้อความ ที่ผสมกับภาพ
และเมื่อมีการสื่อสารร่วมด้วยระบบสื่อสารข้อมูลจึงต้องการแถบกว้างทางการสื่อสารที่สูง
และให้มีการรับส่งข้อมูลได้เร็ว
ลองนึกดูว่า
หากต้องการส่งหรือรับข้อมูลแบบมัลติมีเดีย
ภาพเคลื่อนไหวก็ดี เสียงก็ดี
จะต้องมีความต่อเนื่อง
จะขาดหายเป็นช่วง ๆ ไมได้
คุณภาพของระบบมัลติมีเดียจึงเกี่ยวโยงกับระบบสื่อสาร
เทคโนโลยีมัลติมีเดียจึงอยู่ที่การประมวลผลข้อมูล
ซึ่งต้องมีความรวดเร็วสูงมาก
ปัจจุบันซีพียูของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ได้พัฒนาไปจนสามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้ทัน
สิ่งที่สำคัญตามมาคือ
เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล
ข้อมูลวิดิโอก็มีเทคนิคการบีบอัดที่เป็นมาตรฐาน
เช่น MPEG
ข้อมูลเสียงก็มีเทคนิคการบีบอัดเป็น
MIDI เป็นเสียงพูดที่บีบอัดด้วย ADPCM
หรือแม้แต่รูปภาพก็บีบอัดเป็น GIF หรือ
JPEG เป็นต้น
การบีดอัดทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น
และยังเก็บที่ที่เก็บที่ความจุลดลง
สำหรับระบบสื่อสารข้อมูลก็ต้องมีการรับประกันการบริการ
กล่าวคือ
การรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง
ข้อมูลที่ส่งมีลักษณะเป็นสายธาร
ดังนั้นข้อมูลจะต้องถึงปลายทางตามกำหนดเวลา
และให้รูปแบบที่ต่อเนื่องได้
พัฒนาการของระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสารจึงต้องได้รับการพัฒนาให้รองรับในระบบสื่อสารข้อมูลทั่วไป
เราแบ่งแยกการรับส่งเป็นสองแบบ คือ
โปรโตคอลที่เชื่อมโยง (Connection Protocol)
และโปรโตคอลที่ไม่เชื่อมโยง (Connectionless Protocol)
โปรโตคอลที่เชื่อมโยงหมายถึง
ก่อนการรับส่งสายธารของข้อมูลจริง
จะต้องมีการ ตรวจสอบ สำรวจหาเส้นทาง
เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งเชื่อมโยงกันให้ได้ก่อน
จากนั้นสายข้อมูลจึงจะไหลไปตามการเชื่อมโยงนั้น
ส่วนโปรโตคอลที่ไม่เชื่อมโยง
อาศัยการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลที่มีการกำหนดแอดเดรสไว้บนแพ็กเก็ต
อุปกรณ์สื่อสารบนเส้นทางจะส่งต่อกันไปจนถึงปลายทางได้เอง
ความต้องการใช้มัลติมีเดียบนเครือข่ายจึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง
ๆ ให้ใช้งานได้
พัฒนาการจึงต้องรองรับการประยุกต์ใช้งานต่าง
ๆ ที่มีอยู่บนเครือข่าย
ซึ่งนับวันจะมีความต้องการสูงมากยิ่งขึ้นต่อไป
เริ่มจากการสื่อสารแบบบรอดคาส (Broadcast)
กล่าวคือ
สถานีบริการหนึ่งสามารถส่งกระจายข่าวสารมัลติมีเดียไปให้กับผู้ขอใช้บริการ
(client)
ได้ทุกเครื่องบนเครือข่ายในขณะเดียวกัน
เช่นถ้า เชิร์ฟเวอร์เป็นสถานีบริการทีวี
ก็จะกระจายไปยังผู้ชมที่อยู่บนเครือข่ายได้ทุกคน
เป้าหมายที่สำคัญต่อมาคือ
ต้องการให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ได้
หรือโต้ตอบกลับได้ ถ้าเป็นเช่นนี้
ผู้ชมสามารถร่วมเล่นเกมโชว์จากทางบ้านได้
การสื่อสารแบบยูนิคาส หรือพอยต์คาส (unicast or
pointcast)
เป็นการกระจายข่าวสารจากเชิร์ฟเวอร์ไปยังไคลแอนต์ในลักษณะเจาะจงตัวเป็นแบบหนึ่งเดียว
เช่น เชิร์ฟเวอร์เป็นสถานีบริการข่าว
ผู้ใช้อยู่ที่บ้านต้องการรับข่าวสารก็สามารถบอกรับ
โดยเลือกหัวข้อข่าวสารต่าง ๆ
ตามที่ตนเองสนใจ
เมื่อเชิร์ฟเวอร์มีข่าวใหม่ในหัวข้อที่ผู้ใช้คนใดสนใจก็จะติดต่อส่งข่าวสารมาให้
การสื่อสารแบบมัลติคาส (multicast)
การสื่อสารแบบนี้แตกต่างจากแบบบรอดคาสอยู่บ้าง
เพราะบรอดคาสกระจายข่าวสารทั่วทั้งเครือข่าย
แต่มัลติคาสกระจายแบบเจาะจงไปยังผู้ใช้ตามที่ได้เรียกขอมา
หากพิจารณาดูว่ามีข่าวสารแบบมัลติมีเดียอยู่มากมายวิ่งอยู่บนเครือข่าย
มีการประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ มากมาย
ตั้งแต่ทีวีบอกรับ
การให้บริการข่าวหนังสือพิมพ์
การให้บริการคาราโอเกะ
การเรียนการสอนทางไกล การบริการทางการแพทย์
การซื้อขายของบนเครือข่าย ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียและเครือข่ายทั้งสิ้น
สายข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่ายคงต้องการแถบกว้างของระบบสื่อสารอีกมาก
ต้องการโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมโยงที่รองรับการให้บริการต่าง
ๆ เหล่านี้ ลองนึกดูว่า สถานีบริการวิทยุ (real
audio) หรือบริการทีวี (real video)
ต้องส่งสายข้อมูลไปให้ผู้ใช้จำนวนมากบนเครือข่าย
จะทำให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนของสายข้อมูล
ปัญหานี้สามารถลดได้ด้วยการส่งสายข้อมูลเพียงสายเดียวในเครือข่าย
อุปกรณ์สวิตชิ่งจะต้องส่งกระจายไปหลายที่ตามที่ผู้ใช้ต้องกรได้เอง
ลักษณะการส่งกระจายบนเครือข่ายแบบนี้เรียกว่า
มัลติคาสแบ็กโบน (MBONE - Multicast Backbone)
เทคนิคของระบบสื่อสารข้อมูลบนเครือข่ายยังคงต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก
เพื่อรองรับกระแสการประยุกต์ใช้มัลติมีเดียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
และพัฒนาการที่จะสร้างระบบจำลองบนไซเบอร์สเปซ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกมาก
โลกในเครือข่ายหรือไซเบอร์สเปซ
จึงฝากไว้กับการพัฒนาเทคโนโลยี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น